วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

คลอด2มาตรฐานหลักสูตรครูพันธุ์ใหม่ ป.โทสอนรายวิชา-ประจำชั้น

 คลอด2มาตรฐานหลักสูตรครูพันธุ์ใหม่ ป.โทสอนรายวิชา-ประจำชั้น

นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการบริหารโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ได้เห็นชอบแนวทางการออกแบบ มาตรฐานหลักสูตรครูยุคใหม่หลักสูตรปริญญาโท 2 ปี และหลักสูตรครูปริญญาตรีควบโท 6 ปี โดยหลักสูตรปริญญาโท 2 ปี มีปรัชญาของหลักสูตร คือ การพัฒนาสร้างครูประจำวิชา เพื่อสอนระดับ ม.ปลายและอาชีวศึกษา ซึ่งผู้ที่จะเรียนหลักสูตรปริญญาโท 2 ปี ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ผลการเรียนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรม.ปลาย หรือ GPAX และผลการเรียนวิชาเอกไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความสามารถภาษาอังกฤษดี มีคะแนนสอบภาษาอังกฤษที่เทียบกับ TOEFL ไม่น้อยกว่า 500 คะแนน จำนวนหน่วยกิตรวม 36 หน่วยกิต ทำวิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิต โดยในช่วง 1 ปีแรกต้องเรียนรายวิชาชีพครูควบคู่กับการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนการสอน รายวิชาชีพครู ควรศึกษาภาคทฤษฎีควบคู่กับภาคปฏิบัติในโรงเรียนในระหว่างเรียนด้วย และฝึกประสบการณ์สอนในสาขาเอกในปีที่ 2 พร้อมทำวิจัยควบคู่ไปด้วย

นายไชยยศ กล่าวต่อไปว่า ส่วนหลักสูตรปริญญาตรีควบโท 6 ปี มีปรัชญาของหลักสูตร คือ การสร้างครูประจำชั้น เพื่อสอนได้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยขึ้นไป โดยผู้เรียนจะได้รับการบ่มเพาะความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์ด้านการศึกษา และศาสตร์วิชาเฉพาะตลอดหลักสูตร สำหรับผู้ที่จะเรียนหลักสูตรนี้ต้องสำเร็จการศึกษาระดับ ม.ปลายหรือเทียบเท่า มี GPAX และผลการเรียนในวิชาเอกที่เลือกเรียนไม่ต่ำกว่า 3.00 ผลสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และ ผลสอบความถนัดทางวิชาชีพหรือวิชาการ ( PAT) วิชาวัดแววความเป็นครู PAT ภาษาอังกฤษ และคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี จำนวนหน่วยกิตที่ต้องเรียนคือ 156 หน่วยกิต นอกจากนี้ในช่วง 4 ปีแรกต้องเรียนวิชาวิจัยขั้นพื้นฐานและวิจัยเพื่อพัฒนา การเรียนการสอน ขณะที่รายวิชาชีพครู ควรศึกษาภาคทฤษฎีควบคู่กับภาคปฏิบัติในโรงเรียนในระหว่างเรียนด้วย และฝึกประสบการณ์สอนในสาขาวิชาเอกในปีที่ 5 พร้อมทำวิจัยควบคู่ไปด้วย สำหรับอาจารย์ประจำหลักสูตรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบ เท่า หรือดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ในสาขาวิชานั้นหรือสาขา ที่สัมพันธ์กัน และต้องมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่า 5 ปี

“การออกแบบมาตรฐานหลักสูตรครูยุคใหม่ดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงและสามารถตอบสนองทั้งความต้องการของ ครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตนักเรียนให้มีคุณภาพต่อไปในอนาคต”รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามที่ประชุมได้มอบให้คณะกรรมการโครงการฯไปสำรวจความพร้อมของ สถาบันที่เสนอรายชื่อว่ามีความพร้อมในการผลิตครูในหลักสูตรทั้ง 2 หลักสูตรดังกล่าว ว่ามีมากน้อยเพียงใด รวมถึงสำรวจความพร้อมของบุคลากรเพื่อจะได้เตรียมการว่าจะต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อพัฒนาบุคลากรที่จะเป็นครูของครูได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ที่มา เดลินิวส์ วันที่ 21 มกราคม 2554 

http://www.kroobannok.com

แนวทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาแนวใหม่

แนวทางการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา
 
1.  หลักการ การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

          1.1  การพัฒนาต้องก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้เรียน
          1.2  การพัฒนาต้องเกิดจากความต้องการของครูและบุคลากรทางการศึกษา
          1.3  การพัฒนาต้องมุ่งเน้นลักษณะ
Site Based Development หรือ School Based Development (SBD)
          1.4  การพัฒนาต้องมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
          1.5  การพัฒนาต้องสอดคล้องกับภารกิจและหน้าที่ที่ปฏิบัติของครูและบุคลากรทางการศึกษา
          1.6  การพัฒนาต้องดำเนินการในรูปของเครือข่ายกระจายทั่วประเทศ
          1.7  การพัฒนาต้องสอดคล้องกับนโยบายและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
          1.8  การพัฒนาต้องกระทำอย่างทั่วถึงและครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทั้งในและนอกกระทรวง- ศึกษาธิการ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ
2.  กลุ่มเป้าหมาย  ครู และบุคลากรทางการศึกษาของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนประมาณ  
640,000 คน   ได้แก่          2.1  หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย
                   -  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
                   -  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
                   -  สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
                   -  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
                   -  สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
                   -  หน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ
          2.2  หน่วยงานนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  ประกอบด้วย
                   -  สำนักงานการศึกษากรุงเทพมหานคร
                   -  สำนักงานการศึกษาเมืองพัทยา
                   -  สำนักงานการศึกษาส่วนท้องถิ่น
                2.3  หน่วยงานในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ ประกอบด้วย
                   -  คุรุสภา
                   -  โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
3.  รูปแบบและวิธีการพัฒนา
          3.1  การพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา มุ่งเน้นให้มีสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่ง และมาตรฐานวิชาชีพทั้งสมรรถนะหลัก (Core Competency)   สมรรถนะการปฏิบัติงานในหน้าที่ (Functional Competency) และสมรรถนะเฉพาะตามกลุ่มสาระ (Specificational Competency)  ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด           3.2  รูปแบบของการพัฒนามุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ สคบศ. กำหนด ให้กระจายอยู่ทั้งประเทศ เพื่อความสะดวกในการเข้ารับการพัฒนาของครู และบุคลากรทางการศึกษา ทั้งที่เป็นองค์กรเครือข่าย บุคคลเครือข่ายและเครือข่ายทางไกล
          3.3  วิธีการพัฒนาต้องมีความหลากหลาย สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาของครู และบุคลากรทางการศึกษา แต่มุ่งเน้นวิธีการพัฒนาที่ใช้โรงเรียน/หน่วยงานเป็นฐาน (
School Based  Development/Insite Based  Development)  เป็นสำคัญ
4.  การประเมินการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา
     
4.1  การประเมินก่อนการพัฒนา มีจุดประสงค์เพื่อให้ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้ทราบถึงความต้องการและความจำเป็นของตนที่จะต้องเข้ารับการพัฒนาแล้วจัดทำแผนพัฒนาตนเอง (
Individual Development Plan : ID-Plan)  โดยใช้ข้อกำหนดสมรรถนะ (Competency)  ของครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ ก.ค.ศ. กำหนดเป็นเป้าหมายในการประเมิน สำหรับกระบวนการและขั้นตอนการประเมินให้ดำเนินการ ดังนี้
4.2 การประเมินหลังการพัฒนา มีจุดประสงค์เพื่อติดตามผลการนำความรู้ และประสบการณ์            ที่ได้รับจากการพัฒนาของครู และบุคลากรทางการศึกษา ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนหรือในภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบ ดังนั้น การประเมินในกรณีนี้ จึงมี 2 ลักษณะ คือ การประเมินภายในและการประเมินภายนอก
                   4.2.1 การประเมินภายใน มีจุดประสงค์เพื่อติดตามดูร่องรอย ขั้นตอนและพฤติกรรม
       การสอนหรือการทำงานของครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หรือประสิทธิผลของงานที่เกิดขึ้น โดยผู้บริหารสถานศึกษา/หน่วยงาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงาน ต้นสังกัด และ สคบศ.
                   4.2.2 การประเมินภายนอก มีจุดประสงค์เพื่อติดตามคุณภาพและประสิทธิภาพของสถานศึกษา/หน่วยงานทางการศึกษาในภาพรวม โดยหน่วยงานต้นสังกัดและองค์กรภายนอก เช่น สมศ.


ขอบคุณที่มา 

http://gotoknow.org

20 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์


20 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์


1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก 

2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยา วกว่า 2000 กิโลเมตร 

3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง 

4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน 

5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก 

6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน 

7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง 

8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแ สงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า 

9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย 

10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์ 

11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต 

12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร 

13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต 

14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน 

15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน 

16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี 

17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์ 

18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน 

19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน 

20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่  


ขอบคุณที่มา 

http://forum.mthai.com

เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุก 7 ประการ


การสอนวิทยาศาสตร์ตามรูปแบบ 7 ประการที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ได้ผสมผสาน วิธีการสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง การใช้ความคิดทางด้านต่างๆ และการเรียนรู้ โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเด็กๆ โดยเฉพาะในระดับประถมและมัธยมต้น
จะสนุกกับวิธีการสอนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาให้พวกเขา ได้ทดลองวิธีนี้จึงจัดว่าเป็นการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง รูปแบบ 7 ข้อนี้ได้เรียงลำดับ ไว้เพื่อความเหมาะสมในการสอนทุกๆ ข้อมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันและไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปปฏิบัติ เรียงตามลำดับนี้ เพราะจุดประสงค์ของรูปแบบการสอนนี้มีไว้เพื่อเป็นกรอบความคิดทาง การสอนได้หวังว่าครูจะต้องนำไปปฏิบัติตาม การสอนแบบนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียน และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง บนโครงสร้างพื้นฐานของการเรียนรู้จากหลายๆ แขนง เช่น ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษาศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนค้นพบ วิทยาศาสตร์ จากแง่มุมต่างๆ ได้ องค์ประกอบทั้ง 7 ประการคือ

การคาดหมาย (Expectation)
หมายถึง วัตถุประสงค์กว้างๆ เป็นแนว ความคิดหรือการสร้างภาพกว้างๆ เกี่ยวกับบทเรียนขึ้นมา ครูจะต้องมีความยืดหยุ่นที่จะ ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์นี้ไปตามสถานการณ์ จึงจะมีประสิทธิภาพ เพราะหากเราจำกัดวัตถุ ประสงค์เกินไป ไม่เปิดกว้าง จะทำให้ไม่สามารถเห็นความสนใจและความก้าวหน้าของ นักเรียนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นผลสุดท้ายของวัตถุประสงค์จึงอาจจะถูกเปลี่ยนไปได้จาก แรกเริ่มอย่างที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในการสอนเรื่องวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์เริ่มต้นนั้นมีเพียงแค่ให้นักเรียนเกิดความสนใจในรูปแบบของวงจร เปิด วงจรปิด วงจรขนาน แต่เมื่อจบบทเรียนจริงๆ แล้วเด็กๆ อาจจะถึงกับสามารถสร้าง เครื่องวิทยุอย่างง่ายๆ ขึ้นเองได้ ดังนั้นเมื่อเด็กๆ รู้ว่าตนได้รับการเปิดกว้างในการเรียน วิทยาศาสตร์จากครูเต็มที่ เขาก็จะเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ และค้นหาสิ่งที่อยากรู้มากขึ้น

สิ่งล่อใจ (Enticement)
คือ กิจกรรมที่จะสามารถชักชวนให้เด็กๆ สนใจ จะเรียนรู้ อาจจะออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้วีดีโอ การเล่าเรื่องสั้น การจัดตกแต่ง ห้องเรียน การใช้เสียงประกอบ ใช้อารมณ์ขันหรือการสาธิตให้ดู

การเข้าร่วมกิจกรรม (Engagement)
ช่วยให้เกิดความเข้าใจใน บทเรียน โดยอาจจะเป็นการนำเสนอหน้าชั้น การสาธิต หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

การอธิบาย (Explanation)
หลังจากที่ได้ช่วยกันพิจารณาวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้จนเกิดความเข้าใจแล้ว ก็จะเป็นช่วงที่นักเรียนจะมีการอภิปรายร่วมกัน ในการอธิบาย แนวความคิดหลักต่างๆ ทั้งครูและนักเรียนอาจเป็นผู้ริเริ่มหัวข้าสนทนาได้ทั้งในกลุ่มเล็กและ กลุ่มใหญ่ แหล่งที่มาของข้อสนทนาก็อาจจะมาได้จากแหล่งต่างๆ นอกเหนือจากในหนังสือ เรียนสื่อที่จะช่วยการอธิบายก็มีเช่น การใช้สมุดภาพ การไปทัศนศึกษาเพื่อให้นักเรียนเห็น ของจริง ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือห้องสมุดโรงเรียนก็จะเป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ นอกจากนี้กิจกรรมภายในบ้าน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็ช่วยเชื่อมโยง กับบทเรียนได้อีกด้วย

การค้นหา (Exploration)
จะช่วยผลักดันให้นักเรียนพิจารณาความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ นำมาเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของชั้นเรียน การทำกิจกรรมด้วย ตนเอง เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนวิทยาศาสตร์ และสิ่งนี้จะดึงดูดความสนใจนักเรียนและ จะช่วยทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนดีขึ้นได้ การที่ครูจัดเตรียมอุปกรณ์การทดลอง และ การทดลองหลากหลายไว้ให้ จะช่วยเพิ่มขอบเขตความคิดของนักเรียน

การขยายความ (Extension)
เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำความรู้ ของตนมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ รู้จักหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า “มันจะเป็นอย่างไรถ้า…..” ครูสามารถจะให้นักเรียนใช้ความรู้ของตนมาใช้ทดลองเองกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ใน ห้องเรียน ให้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน เพื่อที่จะให้นักเรียนสามารถค้นพบคำตอบด้วยตนเอง
หลักฐาน (Evidence)
เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสะท้อนความรู้ ความคิดของตนออกมาทางการเขียนที่มิใช่การทำข้อสอบ นักเรียนจะต้องเขียนผลลัพธิ์ของ การทดลองเพื่อฝึกการจัดระบบความคิด และเชื่อมโยงความคิดกับความรู้สึก ประสบการณ์ที่มี และเรามีแนวการเขียนรายงานสั้นๆเรียกว่า ฟอร์ กอล์ฟเฟอร์ (FGOLFeRS) ซึ่งเป็นการ เขียนรายงานที่เริ่มด้วยการวาดโครงร่างของกระบวนการและผลลัพธ์ของการทดลอง จากนั้น ให้สะท้อนความรู้สึกในระหว่างที่ทำกิจกรรมนั้น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผ่านมาและแนวคิด ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ฟอร์ กอล์ฟ เฟอร์ประกอบด้วย
F – Find
กล่าวถึงสิ่งที่เราต้องการจะค้นหา โดยให้วัตถุประสงค์ของการทำการทดลองนั้นๆ
G – Guess
กล่าวถึงผลลัพธ์ที่เราคาดเดาไว้ก่อนทำการทดลอง
O – Order
กล่าวถึงลำดับขั้นของการทำการทดลอง
L – Learn
กล่าวถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำการทดลองนั้น
Fe – Feeling
เรามีความรู้สึกอย่างไรในระหว่างที่ทำการทดลอง และรู้สึกอย่างไรหลังจากทดลองแล้วเสร็จ
R – Remind
กล่าวถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์อื่นๆที่ผ่านมาบ้างหรือไม่ และเกี่ยวข้องกันอย่างไร
S – Science
คิดว่าการทดลองนี้มีผลกระทบต่อวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร เราคิดว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร
เพราะวิชาวิทยาศาสตร์จะต้องอิงอยู่กับการทดลองเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น การเขียนรายงานจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงความเข้าใจในเนื้อหา แต่อย่างไรก็ตามการ เขียนรายงานก็อาจจะต้องเสียเวลามาก ดังนั้นการประมวลความรู้ ร่วมกับเพื่อนๆ จะช่วยเพิ่มคุณภาพของการเขียนและลดเวลาที่ครู จะให้คะแนนลงไปได้ หรือเราอาจจะให้นักเรียนในกลุ่มเล็กๆ ช่วยกัน เติมข้อความหรือวาดโครงร่างเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้เรียน ได้ใช้กลยุทธ ในการเรียนหลายๆ แบบ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้แนวคิดนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นอิสรภาพ ในการเลือกและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับชีวิตจริงของเรา


ขอบคุณที่มา 

http://www.learnsanook.info เรียนสนุก

ครูหลักสูตร 5 ปี

ครูหลักสูตร 5 ปี "สอนเทอมนี้"

 

          การศึกษาชาติเริ่มมีความหวัง  สพฐ.เตรียมนำครูสายพันธุ์ใหม่หลักสูตร  5 ปี ชุดแรกที่จบปีนี้กว่า  2  พันคนกระจายตาม  รร.ต่างๆ  ทั่วประเทศ   แต่เน้นจัดลงในภูมิลำเนาเดิมของแต่ละคนก่อน   คาดได้รับการบรรจุและลงมือสอนเด็กทันช่วงเปิดเทอมใหม่ปีนี้
          คุณหญิงกษมา  วรวรรณ  ณ  อยุธยา  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (เลขาธิการ  กพฐ.)  กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการบรรจุข้าราชการครู   ในส่วนโครงการผลิตครูการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับปริญญาตรี  หลักสูตรทุนครู  5  ปี  จำนวน  2,041  ราย  ซึ่งรุ่นแรกเพิ่งจบการศึกษาในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา   เข้าเป็นครูประจำสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอบ้านเกิดของเจ้าตัว  ว่า  สพฐ.จะขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  (สพท.)  แจ้งสาขาวิชาเอกที่แต่ละ  สพท.ประกาศรับ   มายังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.)  และ  สพฐ.จะสรุปข้อมูลว่าแต่ละ  สพท.สามารถยังขาดแคลนครูในเอกใด  จำนวนเท่าไหร่  จากนั้น  สพฐ.จะนำข้อมูลที่  สพท.แจ้งมาขึ้นเว็บไซต์ของ  สพฐ.เพื่อให้นักศึกษาตรวจสอบสาขาที่ตัวเองจบว่าตรงกับที่  สพท.ประกาศรับหรือไม่   โดย  สพฐ.จะทำเรื่องแจ้ง  สพท.ให้เร่งตรวจสอบสาขาที่ขาดภายในวันที่  3  เม.ย.นี้
          ทั้งนี้  เพื่อขอให้  สพท.ทำเรื่องเสนอขออนุมัติบรรจุกับ  อ.ก.ค.ศ.ไม่เกินวันที่  16  เม.ย.  จากนั้น  สพท.แต่ละเขตจะต้องดำเนินการเปิดรับสมัคร   โดยจะใช้วิธีสอบสัมภาษณ์ในการคัดเลือก  เพื่อให้สามารถบรรจุครูได้ทันภายใน วันที่  15  พ.ค.  พอดีกับช่วงเปิดภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2552
          สำหรับศึกษาจากทุนครู  5  ปี  จำนวน  2,041  ราย  สพฐ.จะเน้นกระจายไปยังภูมิลำเนาเดิมของนักศึกษา   แต่หาก  สพท.ที่นักศึกษาอยู่ไม่มีอัตราครูในวิชาเอกที่นักศึกษาจบออกมา  ก็ขอให้ดูในพื้นที่ใกล้เคียง   อย่างไรก็ตาม  สพฐ.พยายามจะเกลี่ยเด็กให้สามารถลงในภูมิลำเนาใกล้บ้านให้ได้มากที่สุด   จึงขอให้แต่ละ  สพฐ.เร่งตรวจสอบว่าในพื้นที่ของตัวเองยังขาดแคลนครูในวิชาเอกหรือสาขาใด อยู่   และให้แจ้งมายัง  สพฐ.เพื่อขออัตรากำลังกับ  อ.ก.ค.ศ.ต่อไป
          "อยากให้  สพท.พยายามดึงเด็กที่จบจากโครงการนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด   เพราะเชื่อว่าเด็กเหล่านี้ถือเป็นความหวังในการพัฒนาการศึกษา   ส่วนตัวนักศึกษาเองต้องรีบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเพื่อรอเข้ารับการคัด เลือกต่อไป"  คุณหญิงกษมากล่าว
          นอกจากนั้น  สพฐ.ยังเตรียมเปิดสอบบรรจุบุคคลทั่วไปบรรจุเป็นครูในปี  2552  ด้วย  โดยมีเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน  24  เขต  ขอเปิดสอบครูใน  36  วิชา  แต่ยังไม่ทราบยอดรวมจำนวนครูที่จะรับ   ทั้งนี้ทาง  สพฐ.ขอให้เขตพื้นที่ที่จะเปิดสอบครูเร่งขออนุญาต  อ.ก.ค.ศ.เพื่อออกประกาศรับสมัครภายใน  16  เม.ย.เช่นกัน   แต่ขั้นตอนการสอบบรรจุบุคคลทั่วไปเป็นครูนั้น   มีขั้นตอนต่างๆ  กินเวลามากกว่าการรับนักเรียนทุน  5  ปีเป็นครู  เพราะฉะนั้นคาดว่า  ครูใหม่กลุ่มนี้จะบรรจุได้ในเดือน  มิ.ย.  อย่างไรก็ตาม  ปี  2552  เป็นปีที่  สพฐ.จะสามารถบรรจุครูใหม่ได้มาก   เพราะได้อัตราเออร์ลีรีไทร์คืนมา  12,039  คน  และได้อัตราเกษียณตามปกติคืน  5,139  คน.


ขอบคุณที่มา  

http://www.enn.co.th/news ข่าวการศีกษาไทย

วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

สสส. ชี้เด็กไทยกำลังเผชิญวิกฤติ 6 ด้าน

สสส.ชี้สถานการณ์ สังคม เด็กไทยเผชิญ 6 วิกฤติ แม่วัยรุ่นเพิ่ม 40% และอัตราครอบครัวหย่าร้าง 1 ใน 3 ของการจดทะเบียน จับมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คลี่คลายวิกฤติใน 3 กลุ่มเป้าหมาย

          ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) วันที่ 7 ธันวาคมนี้ มีการแถลงข่าว "ทิศทางความร่วมมือ สู่การปฏิรูปสังคม" ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ สสส.ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สังคมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เด็กและเยาวชนไทยเผชิญกับวิกฤติ 6 ด้านที่สำคัญ คือ

          ความรุนแรงในเด็ก จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2552 พบว่า เด็กและเยาวชนไทยถูกกระทำความรุนแรงส่วนใหญ่จากคนใกล้ชิด อันดับ 1 คือ คนรัก จำนวน 4,509 คน หรือ 54% รองลงมาคือ เพื่อน จำนวน 2,086 คน หรือ 25%

          การบริโภคสื่อและเทคโนโลยีที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งสื่อทางอินเทอร์เน็ตกำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ แต่กลับพบว่าใน 40 เว็บไซต์ยอดนิยมของไทยมากกว่า 50% มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมทางเพศ
         
          ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย นำไปสู่การตั้งครรภ์การทำแท้งและติดเชื้อเอดส์ โดยภายในระยะเวลาเพียง 8 ปี คือระหว่างปี 2545-2552 มีวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 40% และช่วงอายุมีแนวโน้มลดลง
         
          ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด ในแต่ละปีจะมีนักดื่มหน้าใหม่เกิดขึ้น 2.6 แสนคน ขณะที่ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานศึกษาเพิ่มขึ้น

          ปัญหาอุบัติเหตุและปรากฏการณ์รถซิ่ง ทำให้ในปี 2552 มีเด็กและเยาวชนเสียชีวิตถึง 10 วันต่อราย

          ปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมซึมเศร้าและทำร้ายตนเอง

          ขณะที่สถานการณ์ของครอบครัวไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญ

          อันดับ 1 การหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2550 มีอัตราหย่าร้างสูงถึง 1 ใน 3 ของการจดทะเบียน

          อันดับ 2 ความรุนแรงในครอบครัว

          อันดับ 3 สัมพันธภาพของคนในครอบครัวที่ลดลง

          นอกจากนี้ยังพบคนกลุ่มเฉพาะที่ต้องมีการดูแลเป็นพิเศษ โดยพบจำนวนเด็กและผู้สูงอายุที่เข้ารับการสงเคราะห์ ในสถานสงเคราะห์เพิ่ม ขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาแม่วัยรุ่นและท้องไม่พร้อม จากรายงานของยูนิ เซฟพบว่า จำนวนแม่วัยรุ่นไทยต่ำกว่า 20 ปีสูงถึง 150,000 คน

          ทพ.กฤษ ดากล่าวว่า กลุ่มบุคคลทั้ง 3 กลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่จำเป็นต้องมีการดูแล และมีมาตรการเฉพาะเพื่อมาแก้ไขปัญหา จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการทำงาน 3 กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญ คือ เด็กและเยาวชน ครอบครัว และกลุ่มคนเฉพาะซึ่งถือเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม แต่เป็นหน่วยที่มีพลังมากที่สุดของการเปลี่ยนแปลงและเป็นรากฐานที่สำคัญ ของการปฏิรูปสังคม

          นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ทิศทางในการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือระหว่าง กระทรวง การพัฒนาสังคมฯ กับ สสส. ประกอบด้วย 4 ด้าน คือ

          ความร่วมมือระดับกระทรวงในการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดับผู้บริหารและการพัฒนาศักยภาพผู้นำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมร่วมกัน โดยส่งเสริมโครงการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคม

          ความร่วมมือส่วนราชการระดับกรมในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน ครอบครัว ชุมชน และท้องถิ่น และกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษ โดยมีกลไกการทำงานร่วมกัน (Co-Management) ระหว่างหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงและภาคีเครือข่ายของ สสส. โดยมีกิจกรรมและเป้าหมายเป็นตัวตั้ง

          ความร่วมมือระดับพื้นที่ โดยนำประเด็นข้อตกลงจากระดับกรมลงไปปฏิบัติการในระดับพื้นที่ ทั้งองค์กร ปกครองท้องถิ่นและชุมชน

          ความร่วมมือในการจัดให้มีคณะกรรมการ เพื่อวางแนวทางและประสานการดำเนินงานร่วมกัน


ขอขอบคุณข้อมูลจาก